ผู้นำอาร์เมเนียกล่าวว่าการสู้รบครั้งใหม่กับอาเซอร์ไบจาน “เป็นความขัดแย้งระดับทวิภาคี” และบุคคลภายนอก “โดยเฉพาะตุรกี” ไม่ควรก้าวก่าย หลังรัฐบาลอังการาประกาศสนับสนุนอาเซอร์ไบจาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ว่านายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ผู้นำอาร์เมเนีย กล่าวว่าสถานการณ์ที่เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน “เท่านั้น” ตุรกีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางใดทั้งสิ้น ท่าทีของรัฐบาลอังการามีแต่จะยิ่งสั่นคลอนเสถียรภาพในภูมิภาคมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
 
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ ว่าตุรกีอยู่เคียงข้างอาเซอร์ไบจาน และเรียกร้องชาวอาร์เมเนียให้รวมพลังกันต่อต้าน “ชนชั้นปกครองซึ่งนำพาบ้านเมืองไปสู่หายนะ” พร้อมทั้งประณามรัฐบาลอาร์เมเนียของปาชินเนียน “เป็นภัยคุกคามด้านสันติภาพ” ในยูเรเชีย และความสนับสนุนของตุรกีที่มีต่ออาเซอร์ไบจาน “มีแต่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น” โดยไม่ได้ขยายความ

เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต และสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นหลังการล่มสลายของสหภาพ เนื่องจากเกิดดภาวะสุญญากาศอำนาจนานหลายปี แม้สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ยืนยันว่าเขตนากอร์โน-คาราบัคเป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย
 
แม้เขตนากอร์โน-คาราบัค ไม่มีทางออกสู่ทะเลโดยตรง และมีทรัพยากรพลังงานไม่มากนัก แต่นอกเหนือจาก “ความละเอียดอ่อน” ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิเปอร์เซีย พื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในเขตตอนใต้ของเทือกเขาคอเคซัส

ขณะที่การสู้รบรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 มีผู้เสียชีวิต “ประมาณ 200 คน” ส่วนชนวนเหตุของการต่อสู้ครั้งใหม่ที่มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 50 รายแล้ว เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่ออาร์เมเนียกล่าวหาอาเซอร์ไบจานโจมตีข้ามเขตแดนในพื้นที่พิพาทก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแบบเดียวกับการสู้รบเมื่อ 4 ปีที่แล้ว